โดย เสรีภาพ ณ ชะเยือง
การปฏิวัติในอิหร่านเป็นตัวอย่างอันดียิ่ง ของพลังศรัทธาในศาสนา ที่ช่วยปลุกมวลชนให้ลุกฮือขึ้นเปลี่ยนแปลงระบบสังคมที่ได้รับอิทธิพลจากวัฒนธรรมตะวันตกและสหรัฐอเมริกามาอย่างยาวนาน สิ่งที่น่าสังเกตอยู่ที่ กำลังทหารที่เกรียงไกรและพระราชอุตสาหะในการสร้างฐานอำนาจของอดีต ซาห์ โมฮัมหมัด เรซา ปาห์เลวี (Shah Mohammed Reza Pahlevi) จักรพรรดิแห่งอิหร่าน ทั้งจากพระราชอำนาจและเงินตราของพระองค์เอง และการช่วยเหลือจากประเทศมหาอำนาจ แต่แล้วก็พ่ายแพ้แก่มวลชนมุสลิม ซึ่งนำโดย ชายสามัญผู้มิใช่ราชนิกูลใดๆ คือ อะยาตอลลา โคไมนี จนได้
![]() |
|||
![]() |
|||
ชายธรรมดาสามัญ ที่ได้ศึกษาคำภีร์ศาสนาจนได้ตำแหน่งปราชญ์ทางศาสนาอิสลาม รู้จักกันในนามว่า อะยาตอลลา รูฮอลลาห์ มูซาวี โคไมนี (Rouhollah Mousavi Khomeini) หรือเรียกสั้นๆว่า อะยาตอลลา โคไมนี เกิดเมื่อ 24 กันยายน 2445/1902 ท่านได้ศึกษาคัมภีร์กรุอานที่เมืองคอม(Qom) จนแตกฉาน และได้รับคำนำหน้าให้เป็นอะยาตอลลา(ปราชญ์) ตั้งแต่อายุยังอยู่ในวัยหนุ่ม เป็นที่รู้จักและยอมรับแพร่หลายทั่วอิหร่าน ท่านสะสมบุญบารมีเพิ่มขึ้นเรื่อยๆ จนในปี 2505/1962 ก็กล้าส่งโทรเลขไปถึงซาห์ ซึ่งเทียบเท่าจักรพรรดิในวัฒนธรรมไทย (ประชาชนยกย่องตำแหน่งพระมเหสีของซาห์ว่าเป็นจักรพรรดินี(Empress)) วิจารณ์นโยบายทางการปกครองของซาห์อย่างรุนแรง

ประเด็นที่โคไมนีวิจารณ์หนักก็คือ การที่ซาห์อนุญาตให้ใช้คัมภีร์ที่ไม่ใช่ของอิสลาม ในการสาบานตนเข้ารับตำแหน่งทางการเมืองในสภาท้องถิ่นได้ โดยแสดงความไม่เห็นด้วยอย่างยิ่ง และเตือนว่าเป็นการละเมิดกฎอิสลามและรัฐธรรมนูญอิหร่านปี 2450/1907 ซึ่งหากไม่ยกเลิกนโยบายนี้ ปราชญ์มุสลิมทั้งหลายจะร่วมกันประท้วง
ต่อมาในปี 2506/1963 โคไมนี ได้แสดงบทบาทต่อต้านนโยบายปฏิรูป 6 ข้อ ที่เรียกว่า การปฏิวัติขาว(The White Revolution) ของซาห์อีก นโยบายนี้เป็นนโยบายที่ได้รับแนวคิดมาจากรัฐบาลอเมริกายุค จอห์น เอฟ เคนเนดี้ ซึ่งต้องการให้รัฐบาลอิหร่านมีฐานอำนาจที่กว้างขึ้น มีประสิทธิภาพและได้รับความนิยมมากขึ้น และมีคอรัปชั่นน้อยกว่ายุคปี 1950 ที่ผ่านมา นโยบายนี้ใช้วิธีสร้างประชานิยมโดยการปฏิรูปที่ดินเป็นหลัก โดยให้ ดร. ฮาสซาน อาร์ซานจานิ (Dr. Hassan Arsanjani) และรัฐมนตรีกระทรวงเกษตรเป็นผู้เริ่มต้น แต่พอทำไปแล้ว ทั้งสองคนได้รับความนิยมสูงมาก ชาห์จึงทรงปลด ดร. อาร์ซานจานิ ออกจากตำแหน่ง และทรงถือเป็นพระราชกรณียกิจของพระองค์เอง
ชาห์ได้ทรงปรับโครงการปฏิรูปที่ดินที่ริเริ่มโดย
ดร. อาร์ซานจานิ ใหม่โดยมีเป้าหมายเพื่อสร้างประชานิยมในพระองค์เองรวมทั้งรัฐบาลของพระองค์
การปรับใหม่นี้มีโครงการที่เสนอรวม 6 โปรแกรมด้วยกัน ซึ่งเรียกว่าการปฏิวัติขาว คือ
1. ให้มีการปฏิรูปที่ดิน
2. ขายโรงงานที่รัฐบาลเป็นเจ้าของเพื่อนำเงินมาปฏิรูปที่ดิน
3. ออกกฎหมายเลือกตั้งใหม่ที่ให้สิทธิสตรีในการออกเสียง
4. จัดให้ป่าไม้เป็นสมบัติของชาติ
5. ตั้งองค์กรเพื่อการอ่านออกเขียนได้โดยเฉพาะเพื่อการสอนหนังสือในชนบท
6. ร่างแผนการในการให้คนงานมีส่วนแบ่งในผลกำไรจากอุตสาหกรรม
การทำประชาพิจารณ์เพื่อขอความเห็นชอบในโครงการ 6 ข้อนี้ ได้รับการบอยคอตจากกลุ่มแนวร่วมแห่งชาติ(National Front) เพราะต้องการให้การตัดสินใจในแผนการดังกล่าวซึ่งส่งผลกระทบสูงต่อชาติ ให้เป็นการลงมติในสภาผู้แทนราษฎรที่ได้รับการเลือกตั้งมาอย่างเสรี ความขัดแย้งเรื่องนี้รุนแรงเพิ่มขึ้น จนกระทั่งเมื่อวันที่ 5 มิถุนายน 2506/1963 หลังปราศรัยโจมตีรัฐบาล ท่านโคไมนีก็ถูกจับไปขังคุกที่กรุงเตหะราน
ผลของการจับโคไมนีทำให้ประชาชนโกรธแค้นมาก และพากันออกมาเดินขบวนเต็มไปหมดในถนนทุกสาย เหตุการณ์ต่อสู้เพื่อเรียกร้องให้ปล่อยอะยาตอลลา โคไมนี ลุกลามรุนแรงถึงขั้นนองเลือด จนกลายเป็นจุดหักมุมของประวัติศาสตร์อิหร่านที่สำคัญและเป็นรู้จักกันไปทั่วโลกว่า เหตุการณ์ลุกฮือ 15 กอร์ดัด 1342 (15 Khordad 1342 uprising) ซึ่งเป็นวันเดือนปีอิสลาม หนังสือพิมพ์ต่างประเทศบางฉบับลงข่าวว่า ทหารของซาห์ สาดกระสุนเข้าสังหารผู้ประท้วงคราวนั้น ทำให้คนเสียชีวิตถึง 15,000 คน

แรงกดดันจากประชาชน ทำให้ โคไมนีได้รับการปล่อยตัว แต่ท่านก็ยังไม่ยอมเลิกต่อต้านนโยบายของซาห์ จนทำให้ถูกทหารจับตัวอีกครั้ง รัฐบาลตัดสินใจเนรเทศโคไมนีออกนอกประเทศในวันที่ 4 พฤษจิกายน 2507/1964 โดยให้ไปอยู่ตรุกี และต่อมาย้ายไปอยู่เมืองนาจาฟในอิรัก รวมเป็นเวลาถึง 13 ปี โดยหวังว่าจะทำให้ความนิยมในตัวโคไมนีจางหายไป
แต่การถูกเนรเทศไปอยู่อิรัก หาทำให้ประชาชนลืมอะยาตอลลาโคไมนีได้ไม่ ท่านยังติดต่อกับนักศึกษาประชาชนอยู่ตลอด และมีการให้ความคิดเห็นต่อต้านการทำงานของรัฐบาลอยู่บ่อยครั้ง การเมืองในอิหร่านเองก็ยังไม่นิ่ง นักศึกษาประชาชนยังชุมนุมระลึกถึงเหตุการณ์ 15 กอร์ดัด 1342 ทุกปี
ในวันที่ 7 มกราคม 2521/1978 หนังสือพิมพ์ อิททิลาอัต (Ittilaat) ซึ่งเป็นกระบอกเสียงของรัฐบาล ประณามโคไมนีว่า เป็นผู้ทรยศต่อชาติ เรื่องนี้ทำให้วันต่อมานักศึกษาและประชาชนในเมืองคอม(Qom) ซึ่งเป็นเมืองที่อะยาตอลลาโคไมนี อาศัยอยู่มาตั้งแต่เด็ก ได้ออกมาประท้วงรัฐบาลอย่างรุนแรง การปราบปรามการประท้วงนี้ ทำให้สูญเสียชีวิตมากมายอีกครั้ง กลายเป็นแรงกระตุ้นให้มีการเคลื่อนไหวเพื่อการปฏิวัติอย่างต่อเนื่องตลอดปี โดยมีเป้าหมายเพื่อขับไล่ราชวงศ์ปาห์ลาวีออกจากราชบัลลังก์ และให้สถาปนารัฐบาลอิสลามขึ้นแทน





การต่อต้านซาห์ด้วยคำพูดที่มีพลังปลุกมวลชนอย่างสูงจากนาจ๊าฟ ทำให้โคไมนีถูกบีบให้ออกจากอิรักเมื่อ 3 ตุลาคม 2521/1978 โดยตอนแรกพยายามเข้าไปลี้ภัยในคูเวตแต่ถูกปฏิเสธ จึงต้องหนีไปลี้ภัยอยู่ในกรุงปารีส ฝรั่งเศส
ประชาชนออกมาเดินขบวนเต็มถนนอีกครั้ง โดยทำตามคำเรียกร้องและแถลงการณ์ของโคไมนีที่อัดเทปไว้ก่อนจะไปจากเมืองนาจ๊าฟ ชาห์ส่งทหารเข้าปราบปราม และสื่อมวลชนทั่วโลกก็เสนอข่าวว่า มีผู้คนล้มตายในครั้งนี้ถึง 4,000 คน

ในการสังหารหมู่ครั้งล่าสุด สื่อต่างประเทศรายงานจากการสัมภาษณ์ว่า ประชาชนเชื่อว่าการตายด้วยกระสุนขณะเดินขบวนเป็นการพลีชีพเพื่อศาสนาอิสลาม เป็นการได้เป็น ชะฮีด หรือ วีรชนนักรบของพระเจ้า พวกเขาไม่มีทีท่าว่าจะหวาดกลัวความตายที่ทหารของซาห์หยิบยื่นให้เลย
ขณะอยู่ในปารีส อะยาตอลลา โคไมนี ยังคงพูดวิจารณ์รัฐบาลและให้ความคิดเห็นต่อการปกครองประเทศอยู่เสมอ โดยการพูดใส่เทปคาสเซตต์ และมีผู้ลักลอบนำเข้าไปอัดแจกจ่ายให้คนฟังในอิหร่าน ความเชื่อถือในราชวงศ์และการปกครองของซาห์ลดลงเรื่อยๆ
เหตุการณ์รุนแรงปะทุไปทั่ว ในที่สุด ในวันที่ 16 มกราคม 2522/1979 เมื่อทรงเห็นว่ามหาอำนาจที่เคยเป็นพี่เลี้ยงเริ่มตีจากและไม่อาจจะปราบปรามประชาชนได้อย่างถาวร ยิ่งปราบเหมือนยิ่งยุ แถมทรงประชวรมานาน ซาห์จำต้องเสด็จหนีออกจากอิหร่านโดยมีน้ำพระเนตรคลอเบ้า ก่อนเสด็จออกจากประเทศ ได้ทรงแต่งตั้งนายกรัฐมนตรีใหม่ชื่อ ชาปัวร์ บัคเตียร์ (Shapour Bakhtiar) เพื่อรับหน้าประชาชนเอาไว้ก่อน
อะยาตอลลาโคไมนี เดินทางกลับอิหร่านอย่างยิ่งใหญ่ด้วยเที่ยวบินเหมาจากปารีสในวันที่ 31 มกราคม 2522 ผู้คนต้อนรับด้วยความดีใจทั่วประเทศ และท่านได้แต่งตั้งนายกรัฐมนตรีชั่วคราวของท่านขึ้นเอง โดยไม่สนใจนายกคนใหม่ของซาห์
ในวันที่ 12 กุมภาพันธ์ ปีเดียวกัน หลังจากมีการยิงกันประปรายตามถนน การปฏิวัติของโคไมนีก็ได้รับชัยชนะอย่างเด็ดขาด รัฐบาลชุดของซาห์เผ่นหนีออกประเทศไปแทบทั้งหมด




มีการทำประชาพิจารณ์ทั่วประเทศว่า จะให้ประเทศเป็นสาธารณรัฐอิสลามหรือไม่ เสียงส่วนใหญ่เห็นด้วย หลังทราบผลในวันรุ่งขึ้น อะยาตอลลาโคไมนี ก็ได้ประกาศให้ 1 เมษายน 2522/1979 เป็น วันแรกของรัฐบาลของพระเจ้า(First day of Gods Government)
จากนั้น อะยาตอลลาโคไมนีได้รับแต่งตั้งให้เป็นอิหม่าม ซึ่งเป็นสมณะศักดิ์สูงสุดของมุสลิมในนิกายชีอะ และในการสถาปนาสาธารณรัฐอิสลาม(Islamic Rebulic) ท่านก็คือผู้นำสูงสุด เรียกว่า วาไล-อิ ฟากีฮ์(Vali-e Faqeeh) ท่านปกครองอิหร่านด้วยรัฐธรรมนูญที่ร่างใหม่ ซึ่งใช้หลักการทางศาสนาเข้าไปเป็นกฎหมายสูงสุดของประเทศ (ใครสนใจว่ารัฐธรรมนูญนี้เป็นอย่างไร เข้าไปดูได้ที่ http://www.iranchamber.com/ government/laws/constitution.php)
ในยุคที่ อิหม่าม โคไมนี ปกครองประเทศ เราได้เห็นการใช้ข้อบัญญัติและความเชื่อทางศาสนาเป็นกฎหมายและแนวทางในการบริหารประเทศอิหร่านค่อนข้างเต็มรูปแบบ ซึ่งไม่เคยปรากฏในประเทศอิสลามใดมาก่อน และเป็นตัวอย่าง ที่อ้างได้ว่า อิหร่านเป็น สาธารณรัฐอิสลาม แห่งแรกของโลก
อย่างไรก็ดี เรื่อง รัฐอิสลาม ของอิหร่านนี้ ในตอนแรกไม่ได้รับการยอมรับจากชาวมุสลิมหัวก้าวหน้าในประเทศอื่นๆ มากนัก อิหม่ามโคไมนียังต้องปรับปรุงวิธีการและพัฒนาระบบบริหารให้เหมาะสมอีกหลายปี
เหตุการณ์ในอิหร่านเป็นตัวอย่างของอิทธิพลของศาสนาระบบ Organic ตามที่ได้กล่าวไว้ในบทต้นๆ ซึ่งได้มีการปรับตัวจัดองค์กร ประสานงานเพื่อทำงานทางการเมืองได้อย่างมีประสิทธิภาพ และยังก้าวหน้ากว่า ศาสนาระบบศาสนจักร ค่อนข้างมาก ชี้ให้เห็นว่า พลังความเชื่อและศรัทธาในจิตใจของมนุษย์นั้น มีความแข็งแกร่งและเป็นประโยชน์มากกว่ารูปแบบองค์กรเสียอีก
สิ่งที่จำต้องค้นหาต่อไปก็คือว่า การประยุกต์ระบบการปกครองแบบแยกศาสนาออกจากการเมือง เพื่อยอมรับความก้าวหน้าทางวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี สำหรับประเทศที่มีระบบศาสนาแบบออร์แกนนิกเช่นนี้ ควรทำอย่างไรจึงจะทำให้กลมกลืนและมีประสิทธิภาพกว่าที่เคยทำอยู่ในอิหร่านก่อนยุคอิหม่ามโคไมนี เพื่อจะได้ไม่ต้องมีปัญหาขึ้นเช่นที่ผ่านมา
รูปแบบการปกครองของอิหม่ามโคไมนี ถือได้ว่าเป็นการรวมศาสนจักรและการเมืองการปกครองเข้าเป็นหนึ่งเดียว เหมือนยุคกำเนิดศาสนาอิสลามใหม่ๆ ซึ่งเป็นที่จับตาของประเทศมหาอำนาจและประเทศอิสลามอื่นๆ ทั่วโลกว่า ผลจะปรากฎออกมาเช่นใด

เป็นที่น่าเสียใจว่า แม้ประชาชนอิหร่านจะสมหวังจากการต่อสู้อันยาวนานเพื่อขับไล่ซาห์ แต่หลังจากได้เป็นรัฐอิสลามแล้ว ก็ยังไม่สามารถกำจัดความขัดแย้งระหว่างฝ่ายต่างๆ ให้หมดไปได้ ความสงบสุขที่คาดหวังไว้ ยังไม่เกิดขึ้นอย่างแท้จริง



ไม่นานหลังประกาศใช้รัฐธรรมนูญใหม่ ก็มีการประท้วงต่อต้านกฎหมายอิสลามที่ใช้เป็นรัฐธรรมนูญบางข้อ หาว่าเข้มงวดเกินไป กลุ่มประชาชนที่ประท้วงในคราวนี้ คือกลุ่มที่ถูกวัฒนธรรมตะวันตกกลืนไปแล้วตั้งแต่ซาห์ยังปกครองประเทศ ประเด็นประท้วงข้อหนึ่งคือเรื่องเครื่องแต่งกายของสตรี เพราะสาวเปรี้ยวอิหร่านทั้งหลาย ที่คลั่งวัฒนธรรมตะวันตก ไม่อยากกลับไปแต่งชุดดำและใส่ผ้าคลุมหน้าเหมือนสมัยโบราณอีกแล้ว
การบังคับใช้กฎอิสลามที่เข้มงวดในตอนแรก จำเป็นต้องลดหย่อนลงไปทีละน้อย เพื่อสร้างความสงบในประเทศ ความไม่มั่นคงของรัฐบาลที่เห็นได้จากความขัดแย้งและขาดทักษะในการปกครองประเทศของรัฐบาลใหม่ในอิหร่าน ทำให้ ซัดดัม ฮูเซ็น ผู้นำประเทศอิรักในยุคนั้น ฉวยโอกาสยกทัพเข้าโจมตีอิหร่าน เพราะคิดว่าจะยึดอิหร่านได้ง่ายๆ แต่สงครามครั้งนี้ยืดเยื้อไม่รู้จักจบ อิหร่านแข็งแกร่งเกินกว่าที่ซัดดัมคาดไว้ ทำให้ซัดดัมต้องถอยกลับประเทศ
เหตุการณ์ต่อต้านรัฐบาลภายในอิหร่านลุกลามร้ายแรงถึงขั้นประธานาธิบดีและนายกรัฐมนตรีถูกวางระเบิดเสียชีวิต ทำให้การปกครองของรัฐบาลอิหม่ามโคไมนีทำอะไรได้ไม่สะดวก ท่านพยายามทุกอย่างเพื่อสร้างสันติสุขในอิหร่าน แม้กระทั่งการปฏิวัติวัฒนธรรม เพื่อสร้างสำนึกอิสลามให้แก่เยาวชนให้มากขึ้น แต่ความพยายามของท่านทำได้ไม่มากนัก ท่านปกครองประเทศได้ประมาณ 10 ปี ก็เสียชีวิตในวันที่ 3 มิถุนายน 2532 /1989 ด้วยโรคหัวใจ
รัฐบาลต่อมาของอิหร่าน ได้พยายามแก้ปัญหาภายในและพัฒนาการปกครองด้วยกฎหมายอิสลามที่เหมาะสมมากขึ้น ปรับปรุงให้เป็นที่ยอมรับมากขึ้น ความสงบจึงกลับคืนมาสู่อิหร่านทีละน้อยและแข็งแกร่งมากขึ้นเรื่อยๆ สามารถพัฒนาวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีได้มากขึ้น จนถึงขั้นสามารถจะพัฒนาระเบิดนิวเคลียร์ของตนเองได้
ความพยายามพัฒนาพลังงานนิวเคลียร์ด้วยตนเองตามคำพูดของรัฐบาลอิหร่าน ถูกมองว่าเป็นการพยายามผลิตระเบิดนิวเคลียร์จากประเทศมหาอำนาจหลายประเทศ อิหร่านจึงถูกบีบจากมหาอำนาจทั้งหลายอย่างมากมายหลายด้าน จนต้องยอมเจรจาระงับการผลิตสารเร่งปฏิกริยานิวเคลียร์ไปก่อน และกลายเป็นเรื่องร้อนในตะวันออกกลางอีกครั้ง ตั้งแต่ประมาณ ค.ศ. 2005 เป็นต้นมา
อย่างไรก็ดี วิวัฒนาการของอิหร่าน ที่กำลังจะกลายเป็นประเทศในตะวันออกกลางที่มีอำนาจจากพลังงานนิวเคลียร์ ไม่ว่าเพื่อสันติ หรือเพื่อสร้างอาวุธไว้ป้องกันตนเอง ก็แสดงให้เห็นแล้วว่า การใช้กฎอิสลามทั้งหมดหรือบางส่วนในการปกครองประเทศ สามารถสร้างความเจริญทางวิทยาศาสตร์ได้ไม่แพ้กฎหมายที่ได้ลอกแบบทุกอย่างมาจากวัฒนธรรมยุโรปและอมริกาเช่นกัน
(ข้อมูลและภาพส่วนใหญ่ในบทนี้มาจาก
http://www.irna.ir/occasion/ertehal/images/return-e.htm
http://www.rotten.com/library/bio/religion/ayatollah-khomeni/
http://www.iranchamber.com/history/islamic_revolution/islamic_revolution.php และ
http://www.iranchamber.com/history/rkhomeini/ayatollah_khomeini.php โปรดอ่านด้วยการพิจารณา)